ค้นหาบล็อกนี้

วันเสาร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2555

ถ่ายรูปอย่างไรให้ดูดี

อยากสวย แต่มันไม่ค่อยสวย .. แต่เราก็มีวิธีช่วยให้ดูดีได้ ด้วยเทคนิคการถ่ายรูปต่างๆ เหล่านี้ เทคนิคที่จะทำให้ถ่ายรูปออกมาแล้วดูดี ไม่ได้หลอกลวงใคร แค่เปิดไม่หมด ปิดนิดปิดหน่อยเท่าน้าน .... นี่เป็นเคล็ดลับเทคนิคถ่ายรูปให้ออกมาดูดี ข้อที่ 3 ส่วนข้อ 1  กับ 2 นั้น คลิกตามลิงค์ข้างล่างนะคะ 
กฎ 4 ข้อ เทคนิคการถ่ายรูปให้น่ารัก ..ถ่ายรูปให้ตัวเอง

ถ่ายรูปให้ตัวเอง
กฏข้อที่ 1 : เช็คสภาพตัวเองเสียก่อน
คุณต้องแน่ใจว่าไม่มีอะไรติดอยู่ตามซอกฟันของคุณ โดยเฉพาะคนที่ดัดฟันควรสำรวจตนเองเสมอๆ ว่ามีอะไรติดอยู่ที่เหล็กดัดฟันของคุณหรือไม่ อย่าปล่อยให้เหล็กดัดฟันของคุณกลายร่างเป็นแปลงเกษตรปลูกผักโดยเด็ดขาด และควรจัดแต่งทรงผมของคุณให้เรียบร้อย ดูด้วยว่ามีแสงเพียงพอแล้วหรือไม่ 
วิธีง่ายๆ ในการเช็คสภาพตัวเองว่าดูดี เมื่ออยู่หน้ากล้องแล้วหรือยังให้ลองหยิบกระจกวิเศษของเหล่าบรรดาเจ้าหญิงที่มักพกพาติดกระเป๋ามาส่องดู โดยสมมุติว่ากระจกของคุณคือกล้องดิจิตอล ลองแอ็คท่าทางต่างๆและหมั่นฝึกซ้อมอยู่เสมอ พึงระลึกไว้ว่า ต้องมีแสงเพียงพอถึงจะถ่ายรูปออกมาสวย แต่ถ้าหากอยากจะถ่ายแต่แสงไฟไม่เป็นใจ ไม่ต้องถึงขนาดพกสปอตไลท์ติดตัว เพื่อเพิ่มความสว่างให้ตัวเอง ให้ลองปรับโหมดในโทรศัพท์หรือในกล้องดิจิตอลเป็นภาพขาว-ดำ หรือภาพสีอื่นๆ ตามแต่ที่ฟังก์ชันในมือถือของคุณจะสามารถทำได้ 
ถ่ายรูปให้ตัวเอง
กฏข้อที่ 2 : การมองกล้อง
สิ่งหนึ่งที่ดูแย่มากๆ ที่ทำลงไปเวลาถ่ายรูปด้วยตนเองอย่างหนึ่งคือ การหันหน้ามองตรงไปยังกล้องเพราะเมื่อคุณได้เช็ครูปถ่ายของคุณอีกครั้ง คุณจะพบความจริงที่ว่า ทำไมหน้ามันใหญ่อย่างนี้! ถ้าหากอยากให้หน้าดูผอมลง เล็กเรียวขึ้น ให้ทำตาม 3 ขั้นตอนง่ายๆ 
     1. มองขึ้นไปหากล้อง
     ทำได้โดยยกกล้องขึ้นสูงกว่าศรีษะประมาณ 20 cm ไม่ต้องแหงนหน้าแต่ใช้วิธีมองขึ้นไปหากล้องแทน ซึ่งวิธีนี้จะทำให้หน้าของคุณดูผอมลงและตาดูโตขึ้น เคล็ดลับง่ายๆสำหรับขั้นตอนนี้คือต้องแน่ใจว่าคางของคุณถูกกดต่ำลงในขณะที่ตากำลังมองช้อนขึ้นไปหากล้อง และต้องแน่ใจอีกด้วยว่าตาคุณต้องโตเหมือนกำลังประหลาดใจกับอะไรสักอย่างอยู่ 
     2. มองต่ำลงหากล้อง
     วิธีนี้กลับกันเลยกับขั้นตอนแรกเพราะแทนที่เราจะยกกล้องสูงขึ้น 20 cm กลายเป็นเอากล้องไว้ข้างล่างจากใบหน้าประมาณ 20 cm แทน มองต่ำลงหากล้องขณะที่พยายามเบิกตาให้โตเหมือนเดิม เพราะว่าขณะมองลงตาอาจจะเล็กกว่าเก่าได้ง่ายๆ พร้อมกันนั้นกดคางลงต่ำกว่าเดิมด้วยเล็กน้อย วิธีนี้เป็นการคิดขึ้นเพื่อให้คุณยังคงสภาพนางฟ้าไว้ได้เพราะใบหน้าของคุณในภาพถ่ายมันจะดูผอมขึ้นกว่าเก่า ถึงแม้ว่ามันจะดูเหมือนทำได้ง่ายๆแต่ทำให้ผลลัพธ์ออกมาดูสวยเป็นที่น่าพึงพอใจได้นั้นไม่ง่ายเหมือนขั้นตอนแรกอย่างแน่นอน 
     3. เอียงศรีษะทำมุมแต่พองาม
     นับว่าเป็นวิธียากมากๆ กับการโพสท่าถ่ายรูปให้ดูเป็นธรรมชาติมากที่สุดด้วยวิธีนี้ เพราะว่าการเอียงศรีษะหันหน้าไปทางอื่นเสมือนว่าคุณไม่สนใจกล้อง ในขณะที่คุณต้องถ่ายรูปพวกนี้ด้วยตัวคุณเองจึงเป็นเรื่องที่ลำบากพอสมควร เพราะว่าส่วนมากมักจะไม่ได้ภาพตามที่คุณต้องการ ฉะนั้นอย่าเพิ่งหมดกำลังใจไปเมื่อพบว่าหน้าคุณเหมือนคนกำลังแสร้งทำเป็นไม่เห็นกล้อง คิดเสียว่ามันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการเรียนรู้วิธีถ่ายภาพด้วยขั้นตอนแบบนี้ ถ้าหากว่าเมื่อไหร่ที่คุณเริ่มคุ้นเคยกับกล้องดิจิตอลจนกลายเป็นของติดมือที่แทบจะวางไม่ลง ถือได้ว่าคุณประสบความสำเร็จกับการถ่ายรูปด้วยตนเองแล้วและในอีกไม่ช้าคุณคงจะมีรูปถ่ายสวยๆไว้อวดเพื่อนๆได้อย่างแน่นอน 
กฏข้อที่ 3 แสดงตัวตนที่แท้จริงออกมาซะดีๆ!
ทั้งหมดที่จะแนะนำต่อไปนี้ คือวิธีเปิดเผยตัวตนของคุณต่อหน้ากล้อง ถ้าจะให้ดี ควรเช็คกล้องของคุณซะก่อนว่า ไม่ได้แอ็คท่าถ่ายรูปเสียเวลาฟรีๆ เมื่อคิดว่าทุกอย่างพร้อมแล้ว ก็โชว์ความบ้าที่แสดงถึงตัวตนอีกด้านหนึ่งของคุณออกมาให้โลกได้ประจักษ์กันเลยด้วย 2 วิธีง่ายๆ 
     1. ไม่มีวิธีใดจะดีไปกว่าการเปิดกว้างแสดงความบ้าในตัวของคุณออกมา เพื่อให้เห็นด้านไม่ปกติของคุณเก็บไว้ดูเล่น เพราะเรื่องเหล่านี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าคุณมีความมั่นใจมากพอที่จะสร้างสรรค์เรื่องสนุกๆให้เกิดขึ้นกับตัวคุณเองได้หรือไม่ คุณไม่ต้องไปกังวลว่ามันจะออกมาประหลาดเพราะว่าภาพพวกนี้มันจะเป็นภาพถ่ายสุดฮาที่สร้างความประทับใจให้คุณได้ทุกครั้งเมื่อหยิบขึ้นมาดู 
     2. อุปกรณ์เสริม ถ้าคุณเบื่อกับการแสดงท่าทางบ้าๆ ของตัวเองออกมาแล้ว ลองหันไปหยิบอุปกรณ์เสริมบางอย่างที่จะสร้างความเพลิดเพลินให้กับคุณขณะถ่ายรูป อุปกรณ์ประกอบฉากทั่วไปที่เห็นนำมาใช้บ่อยๆอย่างเช่น ผ้าเช็ดตัว,หมวกและวิกผม ซึ่งนับว่าจำเจมาก จึงอยากแนะนำให้ลองสรรหาอะไรใหม่ๆมาเพิ่มความสนุกให้กับการถ่ายรูปนอกเหนือจากอุปกรณ์ที่กล่าวมาแล้ว 
กฏข้อที่ 4 : ซ้อม,ซ้อม แล้วก็ ซ้อม
เทคนิคชั้นนำของการถ่ายรูปที่ควรจะต้องทำและเป็นวิธีที่ดีที่สุดเลยนั่นคือ การพกพากล้องดิจิตอลไปกับคุณด้วยทุกๆ ที่ที่คุณไป และถ่ายรูปเมื่อใดก็ตามที่คุณมีเวลาให้กับมันประมาณ 30 วินาที อย่าเสียเวลาเปล่าๆ หยิบกล้องมาถ่ายรูปกันได้เลย! 
     1. ขณะกำลังโหลดเว็บไซต์
     ขณะที่คุณกำลังรอโหลดเว็บบล็อกต่างๆ ที่คุณชื่นชอบ ให้สร้างสรรค์ภาพถ่ายด้วยตัวคุณเองจากคอมพิวเตอร์ภายในเวลาไม่ถึง 30 วินาทีด้วยการเปิดกล้องยกขึ้นหรือวางต่ำลงแล้วแต่สะดวก 
     2. ขณะช้อปปิ้ง
     ขณะที่คุณกำลังรอคอยพนักงานในร้านไปหยิบเสื้อผ้าตามไซส์ของคุณ สามารถถ่ายรูปคุณเองจากกระจกในห้องลองเสื้อผ้าได้เลย มันไม่จับภาพเฉพาะหน้าของคุณอย่างเดียวเท่านั้นมันสามารถถ่ายภาพเต็มตัวของคุณได้ด้วย หากโชคดีเจอกระจกที่ส่องแล้วผอมกว่าตัวจริง คุณยังมีภาพหุ่นสวยไว้โชว์เพื่อนๆได้ด้วยเช่นกัน 
     3. ขณะขับรถ
     ครั้งต่อไปเมื่อคุณต้องเผชิญกับสภาพการจราจรที่ติดขัดปัญหาแก้ไม่ตกของคนกรุง แก้เบื่อได้ด้วยการหยิบกล้องขึ้นมา เพื่อฝึกฝนทักษะการถ่ายรูปของคุณไปพลางๆ แต่พึงระลึกไว้ด้วยคุณจะใช้วิธีนี้ได้ก็ต่อเมื่อแน่ใจว่าเป็นสภาพจราจรที่ติดแหง็กไม่ขยับเขยื้อนเลยเท่านั้น เพราะคงไม่ดีแน่ๆถ้าหากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเกิดเพราะคุณมัวแต่ถ่ายรูป 
     4. กำลังนอน
     ถ้าคุณไม่อยากลุกออกจากเตียง หรือว่าข่มตานอนไม่หลับ ให้ลองฝึกฝนถ่ายภาพขณะอยู่บนเตียงก็ได้ ( คำเตือน : อย่าถ่ายภาพติดเรทเพราะวันหนึ่งคุณอาจเป็นนางแบบหวือบนอินเตอร์เน็ตโดยไม่รู้ตัว ) แต่ที่ยากมากๆสำหรับวิธีนี้ก็คือน้อยคนนักที่จะดูเป็นนางฟ้าตอนกำลังจะนอนหรือตอนเพิ่งตื่นนอน!
ถ่ายรูปให้ตัวเอง
4 ข้อควรจำ ถ้าอยากให้อยากรูปออกมาดูดี สำหรับสาวๆ
1. ห้ามถ่ายรูปให้เห็นหน้าอกหน้าใจเป็นเด็ดขาด ..เราไม่่ใช่นางเอกหนังโป๊นะคะ ไม่จำเป็นต้องให้เห็น เพราะมันจะทำให้ภาพพจน์เราเสียหายได้ค่ะ 
2. ห้ามนั่งถ่างขา หันหน้าเข้ากล้อง .. แม้จะใส่กางเกงยีนส์มิดชิด หรือกระโปรงกรอมเท้า แต่การนั่งอ้าขาใส่กล้อง จะแลดูไม่เรียบร้อยที่สุดเลย
3. อย่ายกนิ้วกลางชี้โด่ มานิ้วเดียว เพราะนั่นคือสัญลักษณ์ที่ไม่สุภาพเอามากๆ  น้องๆ คงรู้ดีนะ
4. ไม่ควรถ่ายรูปในห้องน้ำ .. เอ๊า เรื่องจริงนะ ว่าไม่ควร เพราะว่าในห้องน้ำน่ะมันเป็นพื้นที่ส่วนตัวมากๆ ถ้าถ่ายออกมาแล้วมองเห็นชักโครกยิ่งแล้วใหญ่ แม้ว่าห้องน้ำจะสะอาดแค่ไหน ก็เว้นไว้สักที่เต๊อะ 
แต่บางคนก็บอกว่า แสงในห้องน้ำสวย... อดใจไม่ได้ที่จะถ่าย แนะนำว่า ควรจะถ่ายหลบๆ มุม ไม่ให้เห็นว่าเป็นผนังห้องน้ำ ไม่ให้เห็นชักโครก (โอเคนะ)

ป.ล. ภาพประกอบ ก็ต้องใช้วิจารณญาณในการชม ว่าอันไหนควรไม่ควร หรือภาพไหนเอามาแป่ะไว้ประกอบ แต่ไม่เหมาะสม ก็ให้ดูว่า มันไม่เหมาะสม ไม่ควรทำ ...แม้จะไม่ได้บอกชัดเจนว่า อันไหนควรไม่ควร แต่หวังว่า น้องๆ คงแยกแยะเองได้บ้าง นะค้า
ภาพประกอบ
 ถ่ายรูปให้ตัวเอง
ภาพซ้ายน่ารัก ภาพขวาหวิวไปหน่อย ไม่ควรถ่ายแบบนี้เท่าใหร่ แต่ถ้าเสื้อคอมิดชิดกว่านี้ถ่ายแบบนี้ได้ไม่มีปัญหา


 ถ่ายรูปให้ตัวเอง
อันนี้มีของมาประกอบฉาก แลดูน่ารักเข้าไปอีก ถ้าอ้าปาก ควรเช็คว่ามีอะไรติดเหงือกหรือเปล่า ไม่ควรถ่ายให้เห็นฟันที่เราอุดไว้ จะแลดูสุขภาพปากไม่ค่อยจะดีนะจ๊ะ

 ถ่ายรูปให้ตัวเอง
ท่าแลบลิ้นแบบนี้ เสี่ยงมาก ยากที่จะทำออกมาแล้วน่ารัก

 ถ่ายรูปให้ตัวเอง
ตัวอย่างการแอบถ่ายด้านข้างของตัวเอง (ด้านขวา)

 ถ่ายรูปให้ตัวเอง
ภาพซ้ายรู้สึกจะเป็นผนังห้องน้ำ .. แต่แบบนี้ก็ไม่น่าเกลียดเท่าใหร่

 ถ่ายรูปให้ตัวเอง
ภาพขวามือนี่ สวย แต่ฉากหลังไม่ผ่านคร้า รกไปนี๊ดดดด

ถ่ายรูปให้ตัวเอง
ภาพซ้ายนี่เกือบหวิว แต่ก็ไม่น่าเกลียด แต่ภาพขวานี่ถ้าสวยไม่จริง ถ่ายย๊ากกกยากล่ะ

นิสัยแบบนี้......ควรจะเรียนคณะไหนดี


คนมีเหตุมีผล
           เต็มไปด้วยหลักการชอบการประมวลเรื่องราวเพื่อค้นหาข้อเท็จจริงให้ปรากฏ ลักษณะเหล่านี้เหมาะจะทำงานด้านการจัดการ บัญชี ช่างไฟฟ้าโปรแกรมเมอร์ รวมไปถึงงานทางด้านเทคนิค และคณะที่เหมาะสมกับคนนิสัยประเภทนี้ ได้แก่ คณะบริหารธุรกิจ คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะวิทยาการคอมพิวเตอร์
คนประเภทอ่อนไหว
           มีสัญชาตญาณในการดูแลปกป้อง ลองมองหางานประเภทเป็นที่ปรึกษา เป็นพยาบาล หรือสอนหนังสือ และคณะที่เหมาะสมกับคนนิสัยประเภทนี้ ได้แก่ คณะศึกษาศาสตร์ คณะครุศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ คณะสังคมสงเคราะห์ คณะจิตวิทยา คณะรัฐประศาสนศาสตร์
คนกระตือรือร้น
           ชอบพูดคุย มีความทะเยอทะยาน ชัดเจนเลยว่างานที่เกี่ยวข้องกับทีวีวิทยุ โฆษณา น่าจะเหมาะกับคุณ และคณะที่เหมาะสมกับคนนิสัยประเภทนี้ ได้แก่ คณะนิเทศศาสตร์ คณะการสื่อสารมวลชน คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน
คนมองโลกในแง่ดี
           อยากรู้อยากเห็นเต็มไปด้วยพลัง น่าจะสนใจอาชีพที่ไม่ต้องอยู่นิ่งตลอดเวลา อย่างเช่น ไกด์หรือมัคคุเทศก์ หรือแม้แต่พนักงานขายที่ต้องเดินทางไปโน่นมานี่บ่อยๆ และคณะที่เหมาะสมกับคนนิสัยประเภทนี้ ได้แก่ คณะศิลปศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ คณะการโรงแรม คณะอุตสาหกรรมการบริการ คณะอักษรศาสตร์
คนพิถีพิถันประณีตเรียบร้อย
           ชำนาญการวิเคราะห์ ชอบให้คำแนะนำแบบลงลึก อาชีพที่น่าจะเหมาะกับคุณคืองานด้านวิจัย สถิติ หรือสืบสวนสอบสวน และคณะที่เหมาะสมกับคนนิสัยประเภทนี้ ได้แก่ คณะวิทยาศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
คนเกิดมาเพื่อเป็นผู้นำ
           ไม่ชอบอยู่ใต้บังคับใคร แต่ขณะเดียวกันก็ชอบอยู่ในสังคมมากกว่าตามลำพัง น่าจะลองมองหาที่ว่างในตำแหน่งที่ได้แสดงพลัง อย่างเช่น ซีอีโอบรรณาธิการ หรือแม้แต่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและคณะที่เหมาะสมกับคนนิสัยประเภทนี้ ได้แก่ คณะบริหารธุรกิจ คณะนิเทศศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์
คนช่างจินตนาการ
           เจ้าบทบาทมีความคิดลึกซึ้งในเชิงปรัชญา งานที่จะทำให้คุณสนใจได้ก็คือนักจิตวิทยา จิตแพทย์ นักแสดง และศิลปินทุกแขนงไม่ว่าจะเป็นศิลปะหรือดนตรี และคณะที่เหมาะสมกับคนนิสัยประเภทนี้ ได้แก่ คณะศิลปกรรมศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์
คนใจบุญสุนทาน
           ชอบสั่งสอน และชอบที่จะมองเห็นพัฒนาการหรือการเจริญเติบโต มักสนใจงานประเภทสังคมสงเคราะห์ นักบุญ ผู้พิพากษา และคณะที่เหมาะสมกับคนนิสัยประเภทนี้ ได้แก่ คณะนิติศาสตร์ คณะสังคมสงเคราะห์ คณะรัฐศาสตร์ คณะรัฐประศาสนศาสตร์
คนที่มีความคิดสร้างสรรค์
           มีสายตาแหลมคมลึกซึ้ง มีเซ้นส์ หรือพรสวรรค์ในการแยกแยะความสวยงาม คงเหมาะที่สุดกับงานกราฟิก ถ่ายภาพ หรือถ้าเป็นเชฟก็จะสามารถปรุงอาหารรสเลิศได้อย่างไม่ต้องพยายามมาก และคณะที่เหมาะสมกับคนนิสัยประเภทนี้ ได้แก่ คณะศิลปกรรมศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ คณะนาฎศิลป์การละคร

คุณลักษณ์ของผู้เรียนสำหรับโลกอนาคต






ผลจากการประเมินคุณภาพของนักเรียนด้วยข้อสอบ PISA (Programme  for  International  Student  Assessment) ของกลุ่มประเทศสมาชิก OECD(Organisation for  Economic  Co-operation  and  Development)

ซึ่งเป็นการประเมินตรวจสอบโดยมองไปในอนาคตว่าระบบการศึกษาได้เตรียมความพร้อมให้กับเยาวชนสำหรับการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ และเพื่อการมีส่วนร่วมในสังคมในอนาคตเพียงพอหรือไม่  พบว่า  นักเรียนไทยยังมีระดับ “ความรู้หนังสือ” (ผู้เขียนขอใช้คำว่า “ความรู้หนังสือ” แทนคำว่า “Literacy” ซึ่งน่าจะยังไม่มีคำไทยที่จะสื่อความหมายได้ตรงตัวที่สุด) อยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์และอยู่ในลำดับท้ายๆ ซึ่ง “ความรู้หนังสือ” นี้มิได้มีความหมายเพียงแค่การอ่านออกเขียนได้ และคิดคำนวณเป็นเท่านั้น แต่มีความหมายรวมไปถึงความสามารถในการวิเคราะห์  ตีความสารสนเทศที่ได้จากการอ่าน  การรู้เท่าทันข้อมูล สื่อ  เหตุการณ์ หรือสภาวการณ์ต่างๆ ด้วย  ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคที่มีข้อมูลสารสนเทศท่วมหัวเช่นในปัจจุบัน

แนวโน้มการศึกษาของไทยเองก็ตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้เป็นอย่างยิ่ง กระทรวงศึกษาธิการจึงได้พยายามปรับเปลี่ยนรูปแบบหลักสูตรให้เป็น “หลักสูตรอิงมาตรฐาน(Standard-Based  Curriculum)” แทนหลักสูตรเดิมซึ่งเป็นหลักสูตรแบบอิงเนื้อหา(Content-Based  Curriculum) เพราะการจำข้อมูลความรู้ไปแบบดิบๆ ของนักเรียนไม่สามารถจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการนำไปใช้พัฒนาประเทศชาติได้  ยิ่งสถานการณ์ของโลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  องค์ความรู้ต่างๆ ก็มีการปรับเปลี่ยน/เพิ่มเติมอย่างรวดเร็วจนยากที่ครูจะบอกสอนผู้เรียนได้ครบทุกเรื่อง โรงเรียนจึงควรสอนความรู้ที่เป็นรากฐานสำคัญและทักษะที่ผู้เรียนจะนำไปใช้ในการแสวงหาความรู้หรือเรียนรู้เพิ่มเติมด้วยตนเองได้ในภายภาคหน้า

หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช 2551  เองก็พยายามที่จะระบุสมรรถนะที่สำคัญสำหรับผู้เรียนไว้ 5 ประการคือ ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการคิด  ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต และความสามารถในการใช้เทคโนโลยี ผ่านประสบการณ์การเรียนรู้ในกลุ่มสาระต่างๆ รวมทั้งกิจกรรมที่โรงเรียนจัดขึ้น  แต่ผู้เขียนเองก็ไม่มั่นใจนักว่ากิจกรรมการเรียนการสอนในห้องเรียนทั่วไปจะส่งเสริมให้เกิดสมรรถนะดังกล่าวได้เป็นอย่างดีหรือไม่  หากทุกฝ่ายยังไม่เข้าใจเหตุผลความจำเป็นที่แท้จริง  จึงอยากเสนอแนวความคิดเกี่ยวกับคุณลักษณะที่มีความจำเป็นต่อผู้เรียนสำหรับโลกในอนาคต  ซึ่งครูควรหล่อหลอมและปลูกฝังให้เกิดกับผู้เรียน  ดังนี้

1.นักอ่าน  จากตัวเลขสถิติการอ่านหนังสือโดยเฉลี่ยของคนไทยที่น้อยจนน่าวิตก รัฐบาลเองก็มีความพยายามที่จะผลักดันเรื่อง “รักการอ่าน” ให้เป็นวาระแห่งชาติ  แต่ก็ยังดูเป็นเพียงลมปาก (Lip Services) เท่านั้น  ผู้เขียนอยากเสริมในประเด็นนี้อีกว่า  นอกจากในเรื่องของการอ่านภาษาไทยแล้ว โรงเรียนคงต้องช่วยส่งเสริมในเรื่องการอ่านและใช้ภาษาอังกฤษด้วย  ทำอย่างไรจะทำให้สังคมไทยยอมรับภาษาอังกฤษได้อย่างไม่เคอะเขิน(แม้ว่าเราจะไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใครก็ตาม) อย่ามองการใช้ภาษาอังกฤษว่าเป็นเรื่องของคนหัวสูง แต่ควรฝึกฝนใช้ให้เป็นสิ่งคุ้นเคย  ทั้งนี้เพราะภาษาอังกฤษเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้เราคุยกับคนทั่วโลกได้รู้เรื่อง  เราจะสามารถเรียนรู้วิทยาการต่างๆ ได้อย่างไร้พรมแดน ลองนึกภาพดูว่าคนค่อนโลกเขาคุยกันรู้เรื่องหมดแต่เราคุยกับเขาไม่รู้เรื่องอยู่คนเดียวแล้วจะเป็นอย่างไร ฉะนั้นอย่าปล่อยให้ภาษาอังกฤษกลายเป็นปมด้อยและอุปสรรคในการออกสู่โลกกว้างสำหรับคนไทยส่วนใหญ่เช่นในอดีตและปัจจุบัน

2.นักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้  เราจะพบว่านักเรียนไทยจำนวนไม่น้อยยังมองเทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือสื่อสาร และใช้เพื่อการบันเทิงเท่านั้น  แต่ยังไม่มองเทคโนโลยีในแง่เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ไร้พรมแดน  ซึ่งตรงนี้ครูคงต้องริเริ่มออกแบบการสอนที่จะนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ในห้องเรียน  เพื่อพยายามชี้ให้นักเรียนได้เห็นว่าเราสามารถใช้ประโยชน์และหาคำตอบในสิ่งที่อยากรู้ทั้งหลายได้จากเครือข่ายอินเทอร์เน็ต รวมทั้งเสนอตัวอย่างมุมมองการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเป็นช่องทางเพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพ  หรือที่เรียกว่า  “มองให้เป็นเงินเป็นทอง” ขึ้นมาได้

3.นักวิเคราะห์สารสนเทศ  เนื่องจากปัจจุบันในโลกไซเบอร์มีสารสนเทศอยู่มากมาย  บ้างก็เป็นข้อเท็จจริง บ้างก็เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนบุคคล และที่ร้ายกว่านั้นอาจเป็นข้อความที่มีเจตนาบิดเบือนหลอกลวงให้บุคคลอื่นเข้าใจผิดเพื่อหวังประโยชน์ส่วนตน นักเรียนจะต้องมีวิจารณญาณในการตีความและ  วิเคราะห์ก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อ  บ่อยครั้งที่ครูสั่งงานให้นักเรียนไปค้นคว้าหาความรู้จากอินเทอร์เน็ตแล้วนักเรียนใช้การก๊อป&วาง(Copy and Paste) เพื่อทำรายงานมาส่งครูโดยที่ไม่ได้อ่านเนื้อหานั้นเลย  ครูควรแนะนำให้นักเรียนรู้จักเลือกแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้  เช่น  เว็บไซต์ของหน่วยงานราชการ  สถาบันการศึกษา รวมทั้งให้นักเรียนอ้างอิงที่มาของเนื้อหานั้นด้วย  เพื่อครูจะได้ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลและการทำงานของนักเรียนว่า นักเรียนได้สังเคราะห์ข้อมูลเป็นหรือไม่อย่างไร

4.นักแก้ปัญหา  สำนวน “ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด” เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของการจัดการศึกษาที่ไม่บรรลุประสิทธิผล  ผู้เรียนไม่สามารถนำความรู้ที่ร่ำเรียนไปใช้ได้จริง  สังคมจะเต็มไปด้วยคนประเภทที่ “รู้ดี  พูดดี  แต่ทำไม่ได้” คงต้องยอมรับว่าปัจจุบันประเทศของเรามีปัญหาในสังคมหลายเรื่องที่ยังแก้ไม่ได้  ผู้หลักผู้ใหญ่บางคนก็ยังหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญกับปัญหาโดยตรงหรือใช้วิธีการแก้ปัญหาแบบโกยเอาปัญหาไปกองหลบไว้อีกมุมหนึ่ง(พอให้ลับตาคน) วันดีคืนดีปัญหาเหล่านั้นก็ปะทุขึ้นมาทีหนึ่ง วนเวียนอยู่เช่นนี้เป็นวัฏจักร และนับวันปัญหาทั้งหลายก็ยิ่งมีความสลับซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ โรงเรียนควรต้องจัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกวางแผนแก้ปัญหา ได้เรียนรู้เทคนิคการแก้ปัญหาที่เป็นชีวิตจริงอยู่เสมอ เพื่อเป็นการเตรียมสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพในการแก้ปัญหาแบบยั่งยืนให้กับประเทศชาติ  อนาคตของชาติจะได้ไม่แย่ไปกว่าวันนี้

5.นักกระหายใคร่เรียนรู้(Active Learner)  ผู้เขียนจะรู้สึกสลดใจมากหากได้ยินคำถามจากนักเรียนว่า “วันนี้ครูจะสอนอะไร”  “ครูจะสั่งให้ทำอะไร” “อันนี้ต้องจดไหม” ฯลฯ เพราะนั่นแสดงให้เห็นว่านักเรียนได้แต่รอให้คนอื่นมานำพาชีวิตเขาไป  นักเรียนไม่ได้มีเป้าหมายแท้จริงอย่างที่ตัวเองต้องการ  ได้แต่ทำตามที่คนอื่นบอกหรือทำอย่างที่เขาทำๆ กัน  นักเรียนทุกคนควรมีความศรัทธาเชื่อมั่นในตนเองว่า “ฉันทำได้...ฉันเรียนรู้ได้” และ “ฉันจะต้องได้เรียนในสิ่งที่ฉันอยากรู้” เพราะแท้ที่จริงแล้วการศึกษาก็คือชีวิตของเรา  ในปลายทางของชีวิตแล้วเราไม่ได้เรียนไปเพื่อสอบ ไม่ได้เรียนไปเพื่อเกรด4  ไม่ได้เรียนไปเพื่อพ่อเพื่อแม่ แต่เราเรียนเพื่อการดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขบนโลกใบนี้  และมีชีวิตเพื่อการเรียนรู้ (Lifelong Learning)

6.นักธรรม  คุณสมบัติข้อนี้มิได้หมายถึงการสอบธรรมศึกษา(ที่เน้นแบบเชิงปริมาณ)แต่อย่างใด  แต่หมายถึงการมีคุณธรรมจริยธรรม มีสำนึกรับผิดชอบต่อผู้อื่นและสังคม และรู้สึกละอายต่อการทำผิด ซึ่งเป็นสิ่งที่จะกำกับความกระหายใคร่รู้ในข้อ 5 มิให้กลายเป็นความ “สอดรู้”  เราคงรู้สึกกันได้ว่าสังคมไทยขณะนี้เริ่มมองการสอดรู้สอดเห็นเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว  ไม่ว่าจะเป็นกรณีคลิปลับส่วนบุคคลที่ต้องกลายเป็นคลิปสาธารณะ หนังสือประเภทซุบซิบนินทาที่วางขายกันเกลื่อนแผงหนังสือ หรือแม้แต่รายการประเภทแฉเรื่องราวส่วนบุคคลของคนที่มีชื่อเสียง อันแสดงให้เห็นว่าสังคมกำลังมัวเมากับการเสพความบันเทิงจากเรื่องเสียหายของผู้อื่น  หากเราปล่อยให้เยาวชนเอาแต่ลุ่มหลงฝักใฝ่กับเรื่องเหล่านี้โดยไม่กระตุกความคิดกันบ้าง ความเจริญงอกงามทางความคิดของเยาวชนไทยก็คงลอยไกลออกไปทุกที

ผู้เขียนเชื่อว่าหากการศึกษาขั้นพื้นฐานสามารถทำให้เยาวชนเกิดคุณลักษณ์ 6 ประการข้างต้นได้สำเร็จ  นั่นถือเป็นการปฏิรูปการศึกษาอันยิ่งใหญ่เสียยิ่งกว่าการปฏิรูปเอกสารหลักสูตร  ปฏิรูปข้อกฎหมาย  หรือปฏิรูปโครงสร้างต่างๆ เช่นที่ผ่านมา ประเทศไทยเราสาละวนอยู่แต่กับการสร้างกรอบสร้างเกณฑ์ต่างๆ มาตลอด  สร้างเสร็จก็รื้อออกมาสร้างใหม่ หมดเงิน...หมดเวลา...และหมดแรงไปมิใช่น้อย  คงถึงเวลาแล้วที่เราต้องปรับกระบวนทัศน์ในการคิดและการทำงานกันใหม่เสียที   มาช่วยกันนะครับ “เพื่อชาติ”

ที่มา  พงศธร  มหาวิจิตร /  ครูโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย สระบุรี
นิสิต ป.เอก สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์

วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2554

วิธีทําให้ผิวขาว 12 วิธี... บอกลาผิวหม่นหมอง


วิธีทําให้ผิวขาว

          ในหมู่คนรักสวยรักงาม เป็นที่ทราบกันแบบอวดอ้างกล่าวขานต่อๆ กันมาว่า "กลูต้าไธโอน" เป็นสารที่ทำให้ผิวขาวผ่องและเป็นที่นิยมกันมาก แม้สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยจะออกมาเตือนผู้บริโภค ว่าไม่ควรหลงเชื่อโฆษณาที่อ้างว่าสามารถช่วยให้ผิวขาวขึ้น เพราะไม่มีผลิตภัณฑ์ใดที่จะทำให้ผิวขาวขึ้นได้อย่างถาวร ผลิตภัณฑ์หรือยาอาจช่วยให้ผิวขาวได้ชั่วคราว แต่เมื่อหมดฤทธิ์ร่างกายก็ผลิตเม็ดสีตามปกติ

          
อืม... แต่จะทำอย่างไรได้ล่ะคะ สาวๆ ก็ต้องมาคู่กับความสวยความงาม วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับ วิธีทําให้ผิวขาว บอกลาผิวหม่นหมองด้วยวิธีธรรมชาติๆ มาฝากเพื่อนๆ กันด้วย ว่าแล้วไปดู  12 วิธีทําให้ผิวขาว บอกลาผิวหม่นหมองกันเลย...

            1. การขัดผิว เป็น วิธีทําให้ผิวขาว ที่ขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปจากผิว โดยการใช้สครับที่มีขายตามท้องตลาด หรือจะเป็นสครับจากธรรมชาติง่าย ๆ แต่ได้ผล ซึ่งมีหลากหลายสูตรให้เลือก ได้แก่ มะละกอ นมสด มะขามเปียก น้ำผึ้ง โยเกิร์ต มะนาว  โดยนำอย่างใดอย่างหนึ่งมาผสมกับเกลือทะเลเพื่อให้มีเม็ดสำหรับขัดผิว เพียงเท่านี้คุณก็มีสครับขัดผิวได้ง่าย ๆ แล้ว หรือจะใช้ใยบวบในการช่วยขัดผิวก็ได้ การขัดผิวนี้จะช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุดลอกออกไป แล้วเผยผิวใหม่ที่แน่นอนว่าต้องสว่างใสกว่าเดิม และควรทำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อการปรนนิบัติและดูแลผิวอย่างต่อเนื่อง

          
2. เอเอชเอ หรือกรดผลไม้ มีขายทั่วไปตามคลินิกเสริมความงามหรือร้านขายยาทั่วไป ใช้สำหรับทาบนใบหน้าสัปดาห์ละ 2 ครั้งเพื่อกระตุ้นให้เซลล์ผิวเก่าหลุดลอกออกมา เป็น วิธีทําให้ผิวขาว เผยผิวใหม่ที่ขาวผ่อง แต่การใช้เอเอชเอนี้ ต้องดูแลและระวังเรื่องการออกแดด เพราะผิวคุณจะบางลงและไวต่อแดดมากกว่าเดิม

          
3. น้ำนมเพื่อผิวขาว ไม่ จำเป็นต้องลงไปแช่ในอ่างที่มีน้ำนมอยู่เต็มอ่าง แต่คุณสามารถทำตาม วิธีทําให้ผิวขาว ได้ง่าย ๆ ด้วยการใช้น้ำนมทาบนผิวโดยตรง อาจใช้ใยบวบช่วยเพื่อขัดผิวไปด้วยเบา ๆ ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที ทำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ผิวจะค่อย ๆ ขาวขึ้น

          
4. ผลไม้รสเปรี้ยว ช่วยในการขัดขี้ไคล เป็น วิธีทําให้ผิวขาว ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ โดยใช้ผลไม้รสเปรี้ยว เช่น มะนาว สับปะรด มะขามเปียก ส้ม เพราะมีความเป็นกรด ช่วยทำความสะอาดผิวให้ขาวใส และกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกมาได้ แต่หากคุณเป็นคนผิวบาง ไม่ควรใช้มะนาวหรือสับปะรดที่มีความเป็นกรดสูง ควรใช้ส้มเช้งที่มีคุณสมบัติคล้าย ๆ กันก็ได้

          
5. ครีมบำรุงเพื่อผิวขาว ควรใช้ครีมบำรุงที่มีไวท์เทนนิ่งเพื่อผิวขาวในตอนเย็น และทาซ้ำก่อนนอนเพื่อเสริมประสิทธิภาพของครีมบำรุงให้บำรุงอย่างต่อเนื่อง ส่วนตอนกลางวันให้ทาไวท์เทนนิ่งเพียงบาง ๆ แล้วตามด้วยครีมกันแดด หรือจะใช้ไวท์เทนนิ่งที่มีส่วนผสมของสารป้องกันแสงแดดก็ได้ แต่หากสาว ๆ คนไหน อยู่ติดบ้าน ไม่ได้ออกไปเผชิญแสงแดดเลย ใช้ไวท์เทนนิ่งตัวเดียว ทาวันละ 2-3 ครั้งก็เอาอยู่แล้วจ้า

          
6. ครีมกันแดด ควร เป็นสิ่งที่สาว ๆ ต้องมีติดกระเป๋าอยู่ตลอดเวลา ในกรณีที่คุณต้องเผชิญกับแสงแดดจัดโดยไม่ได้วางแผนมาก่อนจะได้หยิบขึ้นมาใช้ ได้ทันการทันเวลา และอย่าลืมว่า ครีมกันแดดจำเป็นอย่างยิ่ง ถ้าหากคุณเพิ่งขัดผิวหรือใช้เอเอชเอกับผิวมาหมาด ๆ เพราะผิวคุณจะไวต่อแดดมาก จึงควรทาครีมกันแดด 20 นาทีก่อนออกแดดทุกครั้ง และทาซ้ำอีกทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง

          
7. ทานอาหารให้เหมาะสม โดย ให้มีผักและผลไม้ในอัตราส่วนครึ่งต่อครึ่งทุกมื้อ เพราะผักผลไม้เป็นอาหารที่ย่อยง่าย ช่วยเรื่องของการขับถ่าย และยังมีแอนตี้อ็อกซิแดนซ์ที่ทำให้ผิวสวยกระชับอีกด้วย ซึ่งเมื่อร่างกายขับถ่ายตามปกติแล้ว หน้าตาผิวพรรณก็จะสดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

          
8. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพราะ การออกกำลังกายจะช่วยขับเหงื่อไคล และสิ่งสกปรกใต้ผิวรวมถึงสารพิษออกมา ซึ่งจะทำให้ผิวดูสว่างสดใสขึ้น ยิ่งออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง ก็ยิ่งทำให้ผิวสดใสอยู่ตลอดเวลา แถมการออกกำลังกายยังช่วยลดการอุดตันของสิ่งสกปรกใต้ผิว ทำให้ไม่มีสิวอีกด้วย

          
9. วิตามินซีเพื่อผิวสวย วิตามินซีมีสรรพคุณช่วยให้ผิวสวยสดใส ดังนั้นจึงเป็นสารอาหารที่ร่างกายควรได้รับอยู่เสมอ ไม่ว่าจะจากการทานผักผลไม้ เช่น ส้ม ฝรั่ง มะนาว หรือหากได้รับในแต่ละวันไม่เพียงพอ ก็อาจจะทานวิตามินแบบเม็ดที่ขายในร้านขายยาก็ได้ วิธีทําให้ผิวขาว นี้จะช่วยในเรื่องผิวและมีส่วนช่วยในเรื่องการขับถ่ายไปพร้อม ๆ กัน

          
10. การอบไอน้ำผิวหน้า เป็นการทำความสะอาดสิ่งสกปรกที่อุดตันอยู่ในรูขุมขนอย่างลึกซึ้ง ช่วยทั้งเรื่องของผิวสะอาดสว่างใส เป็นทั้ง วิธีทําให้ผิวขาว และช่วยขจัดสิวไปพร้อม ๆ กัน โดยวิธีอบไอน้ำผิวหน้านั้นก็ทำได้ง่าย ๆ เพียงตั้งกะทะต้มน้ำจนเดือด จากนั้นน้ำกะทะมาวางบนโต๊ะแล้วยื่นหน้าให้อยู่เหนือไอน้ำ ความร้อนจะช่วยเปิดรูขุมขน และไอน้ำจะเข้าไปทำความสะอาดสิ่งสกปรกที่อุดตันรูขุมขนค่ะ

          
11. เมคอัพช่วยได้ ใช้ ครีมรองพื้นและแป้งที่สว่างกว่าผิวจริง 1 ระดับสี และหลังจากแต่งหน้าแล้วให้นำพู่กันแตะแป้งกลิตเตอร์ประกายมุกปัดบริเวณหน้า ผากและโหนกแก้ม ก็จะช่วยให้หน้าดูสว่างใสขึ้นได้เยอะเลยทีเดียว

          
12. สารพัดสูตรพอกหน้า นอกจากการขัดผิวแล้ว สาว ๆ ที่อยากมีผิวขาวสุขภาพดีควรพอกหน้า รวมถึงผิวกายให้ได้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง โดยสูตรผิวขาวที่สามารถทำเองได้จากวัตถุดิบในบ้านนั้นก็มีมากมาย ที่สำคัญยังเห็นผลชัดอีกด้วยหากทำอย่างต่อเนื่อง และสูตร วิธีทําให้ผิวขาว ที่หยิบยกมาฝากกัน มีดังนี้

           วิธีทําให้ผิวขาว : สูตรมะละกอนมสด นำมะละกอมาบดผสมกับนมสด คนให้เข้ากัน จากนั้นนำไปพอกบนใบหน้าหรือผิวกายทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออก

           วิธีทําให้ผิวขาว : โยเกิร์ตผสมมะนาว มะนาวเป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่มีความเป็นกรดสูงมาก จนอาจทำให้แสบผิวได้ ดังนั้นการนำมะนาวมาผสมโยเกิร์ตแล้วนำไปทาผิวทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที จะช่วยลดการระคายเคืองผิว และมะนาวจะช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่า เผยผิวใหม่ที่ใสกว่าเดิม

           
วิธีทําให้ผิวขาว : น้ำมันมะพร้าวเพื่อผิวเนียนนุ่ม เป็น สูตรโบราณที่ใช้ได้ผลมาก น้ำมันมะพร้าวจะช่วยในเรื่องการทำให้ผิวเนียนนุ่มชุ่มชื้น แม้เพียงครั้งแรกที่ได้นำน้ำมันมะพร้าวมาทาผิว รับรองได้เลยว่า สาว ๆ จะรู้สึกถึงความเนียนนุ่มได้ทันทีเลยล่ะ

           วิธีทําให้ผิวขาว : น้ำผึ้งและโยเกิร์ต นำส่วนผสมดังกล่าวพอกลงบนใบหน้าหรือผิวกายประมาณ 30 นาทีก่อนล้างออก ช่วยให้ผิวขาวและนุ่มขึ้นได้ สามารถทำได้วันเว้นวันค่ะ

           วิธีทําให้ผิวขาว : กล้วยหอมและนมสด นำมาบดผสมกัน จากนั้นนำไปพอกผิวในบริเวณที่ต้องการ จะทำให้ผิวขาวเนียนสวยได้ สามารถทำได้วันเว้นวันเช่นกัน

จาก http://women.kapook.com/view742.html

เทคนิคการทำข้อสอบ part 2

เทคนิคการทำข้อสอบให้ฉลุย

คะแนน 15 – 20 เปอร์เซ็นต์ ที่ผู้เรียนทำได้เกิดจากสิ่งที่เราเรียนรู้ ส่วนคะแนนที่เหลือ มักมาจากความคล่องแคล่วเชี่ยวชาญในการทำข้อสอบ

ผลจากการทดลองมากมายพบว่า การเรียนรู้ถึงกลไกของข้อสอบและวิธีทำข้อสอบ สามารถเปลี่ยนคะแนนของผู้สอบจาก C มาเป็น A ได้เลยทีเดียว

1.
วิธีรับมือกับข้อสอบแต่ละประเภท
2.
ข้อควรปฏิบัติในการสอบ


1.
วิธีรับมือกับข้อสอบแต่ละประเภท

ถ้าเราได้เข้าเรียน จดโน้ต ทำการบ้าน อ่านหนังสือทบทวนอย่างสม่ำเสมอแล้ว เราก็สามารถเบาใจไปได้เปลาะหนึ่ง ว่าเรามีความรู้ มีข้อมูลที่จะนำไปใช้ในการทำข้อสอบ แต่มันก็ยังมีอุปสรรคอื่นๆ ที่ทำให้การทำข้อสอบของเราเป็นไปด้วยความยากลำบาก เช่น เวลาที่จำกัด ความซับซ้อนของภาษาที่ผู้ออกข้อสอบใช้เขียนข้อสอบ รวมไปกลลวงอื่นๆ ที่ผู้ออกข้อสอบพยายามทำให้เราไขว้เขว ซึ่งข้อสอบแต่ละประเภทก็มีอุปสรรคไปคนละแบบ ที่เราจะต้องรับมือกับมันให้ถูกวิธี

1.1
ข้อสอบปรนัย
1.2
ข้อสอบถูก – ผิด (T – F)
1.3
ข้อสอบอัตนัย

1.1
ข้อสอบปรนัย

คือ ข้อสอบที่มีคำตอบให้เลือก 4 – 5 คำตอบ ซึ่งเราสามารถใช้วิธีการต่อไปนี้ช่วย ในกรณีที่ไม่รู้คำตอบที่ถูกต้องได้

1)
กำจัดคำตอบที่ผิดอย่างเห็นได้ชัดออกไปก่อน ให้เหลือตัวเลือกน้อยลง เพื่อที่คำตอบของเราจะมีคำตอบที่ถูกมากขึ้น เช่น ถ้าเหลือตัวเลือก 2 ตัว โอกาสตอบถูกก็คือ 50 – 50

2)
คำตอบที่มีความหมายคล้ายคลึงกัน มักจะไม่ใช่คำตอบที่ถูก เช่น ถ้าโจทย์ถามว่า กฎทั่วไปในการจำคืออะไร ตัวเลือก ก. ท่องจำครั้งละ 1/2 – 1 ชั่วโมง ค. อ่านข้อมูลนั้นซ้ำๆ นี่แสดงว่าทั้งข้อ ก. และ ค. ไม่น่าใช่คำตอบที่ถูก ทำให้เราสามารถตัดตัวเลือกดังกล่าวทิ้งไปได้

3)
คำตอบที่กินความกว้างมักมีโอกาสถูกมากกว่าคำตอบที่เฉพาะเจาะจง ยกตัวอย่าง
ธุรกิจถูกมองว่าเป็นเกมการแข่งขันเพราะอะไร?
ก. มีกำหนดเวลา
ข. มีคนมากมายเข้ามามีส่วนร่วม
ค. มีผู้นำ
ง. มีกฎต่างๆ ที่ไม่แน่นอน แล้วแต่ผู้กำหนด
คำตอบ ง. คือคำตอบที่ควรเลือก เพราะครอบคลุมคำตอบอื่นได้
4) คำตอบที่ตรงข้ามกัน ขัดแย้งกัน ไม่คำตอบใดก็คำตอบหนึ่ง น่าจะเป็นตัวเลือกที่ถูก ยกตัวอย่าง
เวลาอ่านหนังสือทบทวนความรู้ก่อนสอบที่ดีที่สุด คือช่วงไหน?
ก. ก่อนเข้านอน
ข. ระหว่างพักกลางวัน
ค. ช่วงสุดสัปดาห์
ง. หลังตื่นนอน
ตัวเลือก ก. และ ง. ตรงข้ามกันอย่างเห็นได้ชัด และคำตอบที่ถูกคือ ข้อ ก.

5)
ข้อมูลจากคำถามข้ออื่นๆ สามารถเป็นแนวทาง หรือช่วยให้คำตอบแก่เราได้ ลองเว้นคำถามข้ามข้อที่คิดไม่ออกนี้ไปก่อน แล้วทำข้ออื่นๆ ต่อ ถ้ามันยังช่วยไม่ได้ให้ใช้วิธีในข้อต่อไป

6)
เลือกคำตอบที่ยาวที่สุดหรือสั้นที่สุด โดยพิจารณาจากลักษณะคำตอบที่ถูกในข้ออื่นๆ เพราะส่วนใหญ่แล้ว ผู้ออกข้อสอบแต่ละคนมักมีสไตล์ของตนเอง คือ อาจชอบให้ตัวเลือกที่ยาวที่สุดเป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุด หรือไม่ก็ชอบให้คำตอบที่กะทัดรัดอธิบายแต่น้อยเป็นคำตอบที่ถูก

ข้อควรระวังอย่างหนึ่งในการทำข้อสอบปรนัยคือ การไม่พิจารณาคำตอบที่เหลืออย่างถี่ถ้วน หลังจากที่คิดว่าเจอคำตอบที่เหมาะสมแล้ว ทำให้พลาดคำตอบที่ถูกต้องที่สุดไปอย่างน่าเสียดาย
1.2
ข้อสอบถูก – ผิด (T – F) มีวิธีรับมือดังนี้

1)
ระวังถูกลวงด้วยภาษา เพราะคำบางคำสามารถโน้มน้าวเราให้ตอบว่าข้อความนั้นถูกได้ ทั้งๆ ที่มันผิด คำที่ว่านี้ได้แก่ ถ้า... จำเป็นที่.... ไม่จำเป็นที่.....

2)
สังเกตคำบอกใบ้ว่าข้อความนั้นผิด คือถ้าข้อความนั้นมีคำว่า “เสมอ ตลอด ไม่เลย ไม่เคย เป็นไปไม่ได้” หรือคำในลักษณะคล้ายๆ กัน ก็มีโอกาสเป็นไปได้มากที่มันจะผิด ดังนั้นถ้าเราไม่แน่ใจว่ามันถูกหรือผิด ก็ให้ตอบไปว่าผิด

3)
ข้อความที่มีคำแสดงถึงความลังเล ไม่แน่ชัด เช่นคำว่า บางที ไม่ค่อยจะ กล่าวโดยทั่วๆ ไปแล้ว หรือ โดยปกติแล้ว มักเป็นข้อความที่ผู้ออกข้อสอบกำหนดให้เป็นคำตอบที่ถูก ตรงข้ามกับกลุ่มคำในข้อ 2) ที่แสดงความชัดเจนเต็มที่ แต่มักจะเป็นคำตอบที่ผิด

4)
ระวังคำถามซ้อน คือให้ข้อเท็จจริงหนึ่งข้อ แล้วผู้ออกข้อสอบก็บอกว่าข้อความนั้นผิดหรือถูก ซึ่งในที่นี้เราจะต้องพิจารณาแยกทีละส่วน โดยดูก่อนว่าข้อเท็จจริงนั้นถูกหรือผิด แล้วข้อสรุปเกี่ยวกับข้อเท็จจริงนั้นเป็นอย่างไร จากนั้นก็ใช้หลักตรรกะง่ายๆ หาคำตอบที่เราจะเติมลงไป ดังนี้
ถ้าข้อเท็จจริง ถูก แล้วผู้ออกข้อสอบสรุปว่า ถูก คำตอบคือ ถูก
ถ้าข้อเท็จจริง ถูก แล้วผู้ออกข้อสอบสรุปว่า ผิด คำตอบคือ ผิด
ถ้าข้อเท็จจริง ผิด แล้วผู้ออกข้อสอบสรุปว่า ถูก คำตอบคือ ผิด
ถ้าข้อเท็จจริง ผิด แล้วผู้ออกข้อสอบสรุปว่า ผิด คำตอบคือ ถูก

5)
ข้อความปฏิเสธซ้อนปฏิเสธ ที่ทำให้เราสับสนและปวดหัวได้ง่าย อย่างเช่น “ไม่จำเป็นเสมอไป ที่จะไม่ให้รางวัลเพื่อลดพฤติกรรมที่ไม่ต้องการ” ถ้าเจอข้อความประเภทนี้ให้เก็บไว้ทำทีหลัง อย่าทุ่มเทเวลาและความคิดให้กับมัน จนทำให้เวลาสำหรับการทำข้ออื่นๆ ที่เราน่าจะทำได้อย่างมั่นใจกว่าหมดไป จากนั้นเมื่อกลับมาทำใหม่ ให้ลองเขียนข้อความนั้นด้วยภาษาที่ง่าย แยกแยะประเด็นต่างๆ ให้ชัดเจน แล้วถ้าเราพบว่าส่วนใด

ส่วนหนึ่งของข้อความไม่ถูกต้อง ก็มีโอกาสเป็นไปได้มากที่ข้อความนั้นจะผิด

1.3
ข้อสอบอัตนัย

ข้อสอบแบบนี้ ผู้เรียนจะต้องคิดหาคำตอบเองทั้งหมด ไม่มีโอกาสเดาสุ่มคำตอบโดยใช้เทคนิคต่างๆ เข้าช่วย แต่กระนั้นคนที่มีความรู้ ความจำพอๆ กันสองคน ก็อาจได้คะแนนต่างกันจากการทำข้อสอบอัตนัยชุดเดียวกัน ทั้งนี้เพราะอีกคนหนึ่งมีวิธีทำข้อสอบที่ดีกว่า จึงได้คะแนนสูงกว่า ซึ่งวิธีที่ว่าก็คือ

1.3.1
เขียนสิ่งที่เราจำได้ลงไป ก่อนอื่นให้เขียนสิ่งที่เรารู้เราเข้าใจในแบบจดโน้ตสั้นๆ หรือรหัสย่อต่างๆ ที่ทำไว้ เช่น M’PLESS หมายถึงทฤษฎีความต้องการของมนุษย์ของ Maslow ที่ประกอบด้วย
- Physic Logical Need
- Love and Belongness Need
- Esteem Need
- Safety and Security Need
- Self – Actualization Need
เป็นต้น
การเขียนสิ่งที่เราจำได้ลงไปก่อน ก็เพื่อป้องกันไม่ให้คำถามในข้อสอบทำให้เราสับสน และลดความกลัวว่าเราจะลืมโน่นลืมนี่หลังจากลงมือเขียนข้อสอบแล้ว

1.3.2
แบ่งเวลาทำข้อสอบ โดยอ่านข้อสอบให้หมด แล้วพิจารณาว่า
-
มีเวลาในการทำข้อสอบนานเท่าไร
-
มีคำถามกี่ข้อ
-
คำถามข้อไหนยาก / ข้อไหนง่าย
-
คำถามแต่ละข้อมีคะแนนเท่าไร ถ้าผู้ออกข้อสอบไม่เขียนบอกไว้ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าทุกข้อมีคะแนนเท่ากัน

เมื่อทราบคำตอบข้างต้นแล้วให้แบ่งเวลาสำหรับทำข้อสอบแต่ละข้ออย่างเหมาะสม ตัวอย่างเช่น ข้อสอบชุดหนึ่งให้เวลาทำ 3 ชั่วโมง คำถาม 4 ข้อ มีคะแนนดังนี้ ข้อแรก 10 คะแนน ข้อสอง 20 คะแนน ข้อสาม 20 คะแนน ข้อสุดท้าย 50 คะแนน รวมทั้งหมด 100 คะแนน เราจะแบ่งเวลาออกเป็น

-
เวลาสำหรับอ่านข้อสอบและทบทวนคำตอบตอนท้าย 30 นาที (เหลือ 150 นาที)
-
เวลาสำหรับตอบคำถามข้อ 1 (10% ของ 150 นาที) 15 นาที
-
เวลาสำหรับตอบคำถามข้อ 2 (20% ของ 150 นาที) 30 นาที
-
เวลาสำหรับตอบคำถามข้อ 3 (20% ของ 150 นาที) 30 นาที
-
เวลาสำหรับตอบคำถามข้อ 4 (50% ของ 150 นาที) 75 นาที

แต่ถ้าทุกข้อคะแนนเท่ากัน ให้แบ่งเวลาเท่าๆ กัน และจงอย่าใช้เวลามากไปกว่าที่กำหนดนี้ในแต่ละข้อ เช่น ถ้า 30 นาทีแล้วยังทำข้อ 2 ไม่เสร็จ ให้เว้นบรรทัดทิ้งไว้ แล้วไปทำข้ออื่น การใช้เวลาเกินในข้อหนึ่งข้อใด จะลดเวลาสำหรับข้ออื่นๆ และส่งผลกระทบต่อคะแนนโดยตรง คือแทนที่จะได้ตอบครบถ้วน ได้คะแนนเต็มจากข้ออื่น เราก็จะตอบได้น้อยลง คะแนนน้อยลง โดยเฉพาะในข้อสุดท้าย นอกจากนี้การที่เราทำไม่เสร็จภายในเวลาที่กำหนด อาจหมายความว่ามันยากกว่าที่คิด ดังนั้นจึงไม่ควรเอาเวลาของข้ออื่นที่ง่ายกว่าไปทุ่มเทให้กับมัน

1.3.3
ทำข้อที่ง่ายและคะแนนมากก่อน จากตัวอย่างข้างต้น ถ้าข้อ 1 (10 คะแนน) กับ

ข้อ 3 (20 คะแนน) ง่ายสำหรับเรา ให้ทำข้อ 3 ก่อน โดยตอบให้ชัดเจน ตรงคำถาม ภายในเวลาที่สั้นที่สุด เพื่อให้มีเวลาเหลือสำหรับข้อที่เราคิดว่ายาก

สิ่งสำคัญในการทำข้อสอบอัตนัยอย่างหนึ่งคือ เราต้องอ่านคำถามให้รู้แน่ว่าอะไรคือคำตอบที่ผู้ออกข้อสอบต้องการ ถึงแม้จะต้องอ่านคำถามนั้นหลายรอบก็ตาม เพราะความเข้าใจในคำถามผิดจะเป็นผลเสียอย่างมาก ซึ่งคำถามที่เรามักจะพบเห็นในข้อสอบอัตนัยก็ได้แก่

-
ให้เปรียบเทียบ ว่าของแต่ละอย่างมีอะไรที่เหมือนกัน และมีอะไรที่ต่างกัน ตัวอย่างเช่น “ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิคกับแบบลงมือกระทำแตกต่างหรือเหมือนกันอย่างไร” การเขียนคำตอบที่ดีควรแยกบรรยายความเหมือนไว้ส่วนหนึ่ง และความต่างไว้อีกส่วนหนึ่งอย่างชัดเจน อย่าเขียนกระโดดไปกระโดดมา เดี๋ยวเหมือนเดี๋ยวต่าง เพราะนอกจากเราจะงงเองแล้ว ผู้ตรวจก็จะงงตามไปด้วยอย่างแน่นอน
คำถามลักษณะนี้ต้องการข้อเท็จจริง ไม่ใช่ความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เรียน

-
ให้อธิบายความหมาย บอกว่ามันคืออะไร เราต้องให้คำอธิบายอย่างเพียงพอที่จะบ่งบอกถึงคำนั้นอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น “ความคิดแทรกคืออะไร” ถ้าเราตอบแต่เพียงว่า “คือ ความคิดที่เกิดขึ้นในสมองเมื่อเราอ่านงานเขียนใดๆ โดยที่มันไม่ได้ปรากฏอยู่ในงานเขียนที่เราอ่าน” คำตอบนี้ไม่ชัดเจนแน่นอน เพราะมันสามารถอธิบายถึงความคิดเสริมได้ ซึ่งคำตอบที่ดีควรเป็น ความคิดแทรกคือ “ความคิดที่เกิดขึ้นในสมอง ซึ่งไม่มีอยู่ในงานเขียน ในระหว่างที่เราวิเคราะห์และวินิจฉัยสาระของหนังสือที่อ่าน”

-
ให้บรรยายเรื่อง ตัวอย่างเช่น “สาเหตุสำคัญ 5 ประการที่ทำให้วัฒนธรรมของมนุษย์แตกต่างกันมีอะไรบ้าง จงบรรยายมา” คำตอบที่เราให้ควรประกอบไปด้วยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับสาเหตุแต่ละข้อ และอธิบายว่าทำไม่ / อย่างไรมันถึงทำให้วัฒนธรรมของมนุษย์แตกต่างกัน
ภาษาที่เราใช้เขียนบรรยายควรให้เรียบง่าย ตรงไปตรงมาชนิดที่คนที่ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน เมื่ออ่านจบแล้วก็ยังเข้าใจได้โดยง่าย

-
ให้วิจารณ์ เมื่อเจอคำถามลักษณะนี้ เราต้องเอาทัศนะมาตรฐานของคนทั่วไปเป็นหลัก ตัวอย่างเช่น “อินเตอร์เน็ทมีข้อดีและข้อเสียอย่างไร” ยกเว้นในกรณีที่ผู้ออกข้อสอบระบุชัดเจนว่าต้องการความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เรียน เช่น “ในความคิดเห็นของนักศึกษา อินเตอร์เน็ทมีข้อดีและข้อเสียอย่างไร” แบบนี้เราถึงแสดงความคิดเห็นของเราได้

-
ให้ลำดับความ ตัวอย่างเช่น “จงเล่าถึงความเป็นมาของสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยสังเขป” เราต้องตอบคำถามประเภทนี้โดยเรียงลำดับของเหตุการณ์ โดยให้เขียนเหตุการณ์ต่างๆ แบบคร่าวๆ ลงบนด้านหลังกระดาษคำตอบก่อน จากนั้นจึงนำเหตุการณ์มาเขียนขยายความตามลำดับ
นอกจากความเป็นมาแล้ว การให้อธิบายขั้นตอนการทำงานของกระบวนการต่างๆ ก็จัดอยู่ในคำถามประเภทนี้เหมือนกัน

-
ให้ยกตัวอย่าง เช่น “จงยกตัวอย่างแสดงให้เห็นว่าสื่อมวลชนมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของคนไทย” การตอบคำถามเช่นนี้เราจะต้องอาศัยประสบการณ์ และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิ่งที่เราจะต้องยกตัวอย่างประกอบ

ถ้าเราอ่านคำถามแล้วรู้สึกว่ามันยากเหมือนกันหมด ทำไม่ได้เลยสักข้อ ให้เริ่มต้นที่คำถามที่เราคิดว่าสามารถเขียนอะไรบางอย่างเกี่ยวกับคำตอบได้ เช่น “ทำไมเราจึงไม่สามารถแยกการใช้ภาษากับการคิดออกจากกันได้” เราอาจเริ่มโดยเขียนอธิบาย

ความหมายของการคิดและการใช้ภาษาก่อน แล้วเราจะพบว่าความจำต่างๆ ที่วิ่งหนีหายไปด้วยความตื่นกลัวข้อสอบนั้น จะค่อยๆ ทยอยกลับมา หลังจากได้ลงมือเขียนอะไรบางอย่างเกี่ยวกับคำตอบลงไป

1.3.4
เพิ่มคะแนนด้วยกลยุทธ์ต่างๆ โดย

-
อำนวยความสะดวกให้ผู้ตรวจ โดยในการเขียนแต่ละย่อหน้าให้แสดงข้อเท็จจริงหรือความคิดเห็นเพียงหนึ่งอย่าง เพื่อให้ผู้ตรวจหาข้อเท็จจริงหรือคำตอบที่ต้องการได้ง่ายขึ้น

-
เขียนให้เรียบร้อย สะอาดตาที่สุดเท่าที่จะทำได้

-
ใช้ปากกาสีดำหรือน้ำเงินเขียนข้อความ อย่าใช้ปากกาสีสดใสบาดตา เช่น แดง เขียว เราควรใช้สีสดๆ นี้ขีดเส้นหรือโยงลูกศรเท่านั้น

-
เว้นบรรทัดระหว่างคำตอบแต่ละข้อไว้มากๆ สำหรับเขียนเพิ่มทีหลัง จะได้ไม่ต้องเขียนต่อหน้าอื่น (แล้วบอกผู้ตรวจว่า กรุณาอ่านคำตอบข้อนี้ต่อที่หน้า 9) ซึ่งทำให้ผู้ตรวจเสียเวลาพลิกกระดาษคำตอบไปมา

-
ถ้ามีคำถาม 5 ข้อ แล้วให้เลือกทำ 4 ข้อ เมื่อทำทั้ง 4 ข้อเสร็จแล้ว ไม่ต้องขยันไปทำแถมให้อีกข้อ เอาเวลามาตรวจคำตอบทั้ง 4 ข้อ นั้นให้ถูกต้องครบถ้วนที่สุดจะดีกว่า

-
ใช้แผนภาพ แผนภูมิ หรือตารางประกอบ ถ้าลักษณะคำถามเปิดโอกาสให้ทำเช่นนั้นได้ เพราะสิ่งเหล่านี้จะนำเสนอความคิดของเราและทำให้ผู้ตรวจเข้าใจได้ง่ายขึ้น

-
ถ้าทำข้อสุดท้ายไม่ทันจริงๆ ให้เขียนโครงร่างของคำตอบแบบคร่าวๆ ไม่ต้องอธิบายละเอียด เช่น “การเตรียมตัวพูดต่อหน้าชุมชนจะต้องเตรียมด้านใดบ้าง จงอธิบายให้เข้าใจ” เราอาจตอบเฉพาะหัวข้อของคำตอบว่า “วิธีเตรียมตัวในการพูดนั้นมีดังนี้
1.
กำหนดจุดมุ่งหมายของการพูด
2.
วิเคราะห์ผู้ฟัง
3.
กำหนดขอบเขตของเรื่องที่จะพูด
4.
รวบรวบเนื้อหาที่จะพูด
5.
ทำเค้าโครงลำดับเรื่องที่จะพูด
6.
เตรียมวิธีใช้ภาษา
7.
ซักซ้อมการพูดและอาจอธิบายเพิ่มเติมในหัวข้อต่างๆ เท่าที่มีเวลาเหลือ
 
จากหนังสือ “คู่มือ คนเก่งเรียน” โดย ยุดา รักไทย
สำนักพิมพ์เอ็กซเปอร์เน็ท